寿司 (Sushi)
ซูชิ: จากปลาหมักริมแม่น้ำโขงสู่ศิลปะข้าวหนึ่งคำของเอโดะ
ถ้าพูดถึงซูชิ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงปลาดิบชิ้นสวยวางบนก้อนข้าวเล็ก ๆ เสิร์ฟในร้านญี่ปุ่นหรูหรา แต่ความจริงแล้วซูชิดั้งเดิมเมื่อพันกว่าปีก่อนไม่มีปลาดิบเลยแม้แต่นิด และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือมันไม่ได้ถือกำเนิดในญี่ปุ่นด้วยซ้ำ
ต้นกำเนิดของซูชิคือวิธี "ถนอมอาหาร" ที่เกิดขึ้นแถบลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำอิรวดี ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือลาว กัมพูชา ไทย และเมียนมา ชาวบ้านนำปลาน้ำจืดมาหมักกับเกลือและข้าวเพื่อกันเน่า กรดจากการหมักช่วยให้เก็บปลาได้เป็นเดือน ๆ ส่วนข้าวที่ใช้หมักนั้นถูกทิ้งไป กินแต่เนื้อปลา
กว่าซูชิจะกลายร่างเป็นข้าวปรุงรสเปรี้ยวกับปลาสดอย่างที่เรารู้จัก ต้องผ่านวิวัฒนาการหลายร้อยปีและการพลิกโฉมครั้งใหญ่ในเมืองเอโดะ บทความนี้จะพาย้อนรอยเส้นทางของซูชิ ตั้งแต่ปลาหมักริมแม่น้ำ จนถึงเคาน์เตอร์ระดับสามดาวมิชลินในย่านกินซ่า
จากปลาหมักนาเระซูชิ สู่ "ฟาสต์ฟู้ด" ของชาวเอโดะ
ซูชิรุ่นแรกสุดเรียกว่า นาเระซูชิ (narezushi) เป็นปลาหมักด้วยเกลือและข้าวจนเกิดการหมักด้วยกรดแลคติก เทคนิคนี้แพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นพร้อมกับการทำนาข้าวแบบนาน้ำขังในยุคยาโยอิ จุดสำคัญคือยุคนั้นข้าวเป็นแค่ "ตัวกลางหมัก" ไม่ได้ถูกกิน
จุดพลิกผันเกิดในยุคมุโรมาจิ (ค.ศ. 1336–1573) ที่ชาวญี่ปุ่นคิดค้น นามานาเระ (namanare) หรือซูชิ "หมักครึ่งทาง" ใช้เวลาหมักสั้นลง และเริ่มกินข้าวพร้อมปลา ต่อมาในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603–1867) จึงเกิด ฮายะซูชิ (haya-zushi) หรือ "ซูชิเร็ว" ที่ไม่ต้องรอหมักอีกต่อไป แต่ใช้น้ำส้มสายชูผสมข้าวให้ได้รสเปรี้ยวเลียนแบบการหมัก ทำให้กินข้าวกับปลาพร้อมกันได้ทันที
ภาพซูชิแบบที่เรากินทุกวันนี้เพิ่งเกิดราวปี ค.ศ. 1824 เมื่อ ฮานายะ โยเฮ (Hanaya Yohei, ค.ศ. 1799–1858) คิดค้น นิกิริซูชิ ที่ร้านของเขาในย่านเรียวโงคุ โดยปั้นข้าวปรุงรสเป็นก้อนด้วยมือแล้ววางเนื้อปลาทับลงไป กินได้ทันทีในคำเดียว ในยุคนั้นนิกิริคือ "อาหารจานด่วน" ขายตามแผงริมถนนให้ชนชั้นโชนิน (พ่อค้า-ช่างฝีมือ) ที่ต้องการกินเร็ว อิ่มเร็ว
หัวใจของซูชิอยู่ที่ "ข้าว" ไม่ใช่แค่ปลา
คนทั่วไปมักโฟกัสที่เนื้อปลา (เนตะ) แต่เชฟซูชิตัวจริงถือว่าข้าวหรือ ชาริ (shari) คือหัวใจที่ตัดสินว่าซูชิอร่อยหรือไม่ ชาริทำจากข้าวเมล็ดสั้นปรุงด้วยส่วนผสมของน้ำส้มสายชู น้ำตาล และเกลือ โดยข้าวที่ดีต้องเรียงเมล็ดชัด นุ่ม และมีรสในตัวทุกเมล็ด ไม่เละติดกัน
น้ำส้มสายชูที่ใช้มีสองสายหลัก สายแรกคือ โคเมะซุ (kome-zu) น้ำส้มสายชูข้าวที่รสนุ่มอ่อน ให้ข้าวสีขาวแบบที่เห็นทั่วไป อีกสายคือ อาคาซุ (akazu) หรือน้ำส้มสายชูแดง ทำจากกากสาเก (สาเกคาสุ) นำไปบ่มในถังไม้นาน 3–5 ปี จนได้สีน้ำตาลแดงเข้ม รสกลมกล่อม แทบไม่มีความเปรี้ยวจัด แต่มีอูมามิและความหวานตามธรรมชาติ ร้านเก่าแก่และร้านมิชลินหลายแห่งนิยมใช้อาคาซุ
อีกองค์ประกอบที่หลายคนเข้าใจผิดคือ วาซาบิ ของแท้ทำจากรากพืช Wasabia japonica ขูดสด ๆ และในซูชิดั้งเดิมเชฟจะป้ายวาซาบิ "ระหว่าง" เนื้อปลากับข้าว ไม่ใช่ให้ลูกค้าละลายในซีอิ๊วเอง เพราะวาซาบิทำหน้าที่ขับรสของปลาให้เด่นขึ้น
เอโดะมาเอะ: ศิลปะที่เกิดจากการไม่มีตู้เย็น
คำว่า เอโดะมาเอะ (Edomae) แปลตรงตัวว่า "หน้าเมืองเอโดะ" หมายถึงซูชิที่ใช้ปลาจากอ่าวโตเกียว ในยุคที่ยังไม่มีตู้เย็น ชาวประมงต้องหาวิธียืดอายุปลาที่จับได้ จึงเกิดเทคนิคเด่นของเอโดะมาเอะ เช่น การบ่มปลาให้ดึงอูมามิออกมา การหมักปลาในน้ำส้มสายชู โรยเกลือแล้วล้างด้วยน้ำส้มสายชู หรือลวกปลาในน้ำเดือดเร็ว ๆ สิ่งเหล่านี้คือ "วาซะ" หรือฝีมือแท้ ๆ ของเอโดะมาเอะ
ความขัดสนกลายเป็นที่มาของศิลปะ เชฟยุคต่อมานำเทคนิคถนอมปลาเหล่านี้มาขัดเกลาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ คนที่ทำให้เอโดะมาเอะโด่งดังไปทั่วโลกคือ จิโร โอโนะ แห่งร้าน Sukiyabashi Jiro ซึ่งเปิดในปี ค.ศ. 1965 ที่ย่านกินซ่า เขาไม่ได้คิดเทคนิคใหม่ทั้งหมด แต่ขัดเกลา จัดระเบียบ และยกระดับเอโดะมาเอะให้แม่นยำและสม่ำเสมอจนถึงขีดสุด
ในปี ค.ศ. 2007 Sukiyabashi Jiro กลายเป็นร้านซูชิแห่งแรกที่ได้สามดาวมิชลินในคู่มือโตเกียว ที่ร้านนี้ไม่มีเมนู ลูกค้ากินแบบ โอมากาเสะ (omakase) คือให้เชฟเลือกให้ตามวัตถุดิบที่ดีที่สุดของวัน เสิร์ฟราว 20 คำเรียงลำดับอย่างตั้งใจ และมารยาทสำคัญคือต้องกินแต่ละคำทันทีที่เสิร์ฟ เพราะเชฟปั้นมาให้อร่อยที่สุด ณ วินาทีนั้น
ซูชิไม่ได้มีแบบเดียว: โอซาก้า อเมริกา และโลกกว้าง
ในโตเกียว ซูชิหมายถึงนิกิริ แต่ในโอซาก้า ซูชิตัวแทนคือ โอชิซูชิ (oshizushi) หรือซูชิอัด ทำโดยเรียงข้าวกับหน้าปลาเป็นชั้นแล้วกดอัดในกล่องไม้เรียกว่า โอชิบาโกะ ก่อนตัดเป็นคำพอดี ๆ แบบที่ดังที่สุดคือ บัตเตรา (battera) หน้าปลาซาบะดองวางทับด้วยสาหร่ายแผ่นบางใส ข้าวซูชิแบบโอซาก้ายังหนาและหวานกว่า และมักใช้ปลาย่างหรือปลาดองแทนปลาดิบ ที่จริงก่อนยุคนิกิริจะเกิด โอชิซูชิแบบคันไซคือซูชิที่นิยมที่สุดและเป็นแรงบันดาลใจให้ซูชิท้องถิ่นอื่น ๆ
ฝั่งตะวันตก ซูชิดัดแปลงจนเกิดเมนูระดับตำนานอย่าง แคลิฟอร์เนียโรล ที่เชฟ อิจิโร มาชิตะ (Ichiro Mashita) คิดค้นในช่วงทศวรรษ 1960 ที่ร้าน Tokyo Kaikan ย่านลิตเติลโตเกียว ลอสแอนเจลิส เขาใช้อะโวคาโดแทนโทโร่ (ทูน่าส่วนมัน) ในช่วงที่หาทูน่ายาก แล้วเพิ่มเนื้อปูเพื่อให้ได้กลิ่นอายทะเล
ที่มาของม้วนแบบ "กลับด้าน" เอาสาหร่ายไว้ข้างในนั้น เล่ากันว่าเชฟคิดขึ้นหลังสังเกตว่าลูกค้าอเมริกันไม่ชอบเห็นสาหร่ายดำ ๆ แล้วมักแกะทิ้งก่อนกิน แคลิฟอร์เนียโรลกลายเป็นซูชิยอดนิยมที่สุดแบบหนึ่งในสหรัฐฯ และแคนาดา และเป็นประตูที่ทำให้ซูชิแพร่หลายไปทั่วโลก จุดประกายให้เชฟทั่วโลกสร้างซูชิฟิวชันของตัวเอง
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ซูชิดั้งเดิม (นาเระซูชิ) เป็นวิธีถนอมปลาด้วยข้าวหมัก เกิดแถบลุ่มแม่น้ำโขงและอิรวดี ไม่ได้เริ่มในญี่ปุ่น และข้าวที่ใช้หมักถูกทิ้ง ไม่ได้กิน
- นิกิริซูชิแบบที่เรากินทุกวันนี้ คิดค้นโดยฮานายะ โยเฮ ราวปี ค.ศ. 1824 ในเมืองเอโดะ เดิมเป็นอาหารจานด่วนขายตามแผงริมถนน
- อาคาซุ (น้ำส้มสายชูแดง) ทำจากกากสาเกบ่มในถังไม้นาน 3–5 ปี ให้รสอูมามิและความหวานนุ่ม นิยมในร้านเก่าแก่และร้านมิชลิน
- Sukiyabashi Jiro ของจิโร โอโนะ เป็นร้านซูชิแห่งแรกที่ได้สามดาวมิชลิน (ค.ศ. 2007) เสิร์ฟแบบโอมากาเสะราว 20 คำต่อมื้อ
- ในโอซาก้าซูชิตัวแทนคือโอชิซูชิ (ซูชิอัดในกล่องไม้) เช่น บัตเตราหน้าปลาซาบะ ข้าวหนาและหวานกว่า มักใช้ปลาย่าง/ดองแทนปลาดิบ
- แคลิฟอร์เนียโรลคิดค้นโดยอิจิโร มาชิตะ ที่ลอสแอนเจลิส ทศวรรษ 1960 ใช้อะโวคาโดแทนโทโร่ และเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ซูชิดังไปทั่วโลก
ส่วนผสมหลัก
- ข้าว
- ปลาดิบ
- สาหร่าย
- วาซาบิ
